ผลงานวิจัยทางการศึกษา >>> สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ

รายงานผลการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

โดย นางสาวสาลี่ ศิลปสธรรม ครูแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 สาขาภาษาอังกฤษ
2550 ( 175 หน้า)

รายงานผลการวิจัยและพัฒนา เรื่องการพัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ฉบับสรุป) กล่าวถึงความสำคัญของปัญหาปัจจุบันมีผู้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของไทยว่าล้มเหลว เนื่องจากผู้สำเร็จการศึกษาทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษายังไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหาคือ วิธีสอนของครู ซึ่ง ปานตา ใช้เทียมวงศ์ (2531) ได้สรุปปัญหาของครูภาษาอังกฤษไว้ 4 ประการ ได้แก่ ประการแรก ครูไม่เข้าใจวิธีการสอนแนวใหม่ ที่เน้นการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าให้ท่องจำกฎเกณฑ์ไวยากรณ์ ทำให้ครูเกิดความไม่มั่นใจ เนื่องจากตนเคยเรียนมาแบบเก่า ซึ่งยึดการท่องจำกฎและการฝึกการเขียนรูปประโยคซ้ำๆกัน แต่ไม่เคยฝึกการฟังสนทนา ประการที่สอง ครูกลัวสอนไม่ทัน กลัวสอนเนื้อหาไม่ครบ เกรงว่าการทำกิจกรรมมากๆจะทำให้เสียเวลา เพราะยึดติดตำรามากเกินไป ประการที่สาม ครูทำอุปกรณ์การสอนไม่เป็น และประการสุดท้าย คือ ครูไม่เข้าใจวิธีการวัดและประเมินผลให้ตรงตามจุดมุ่งหมายของบทเรียน ซึ่งสอดคล้องกับกรมวิชาการ (2541) ที่กล่าวไว้ว่า ปัญหาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ พอสรุปได้ว่า ปัญหาใหญ่มาจากครู เนื่องจากครูไม่มีความรู้ ไม่รู้วิธีสอน ครูส่วนใหญ่สอนแต่การอ่านการเขียน และการแปล ไม่ได้มีการพูด เพราะตัวครูเองก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษดังกล่าวได้สั่งสมมาเป็นเวลานาน ผู้วิจัยซึ่งเป็นครูมากว่า 20 ปี มีความคิดเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอและเหมาะสม เนื่องจากการพัฒนาครูในประเทศไทยที่ได้ดำเนินการมาตลอดเวลา ยังไม่สามารถเพิ่มทักษะความรู้ในการสอนภาษาอังกฤษให้กับครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบในการพัฒนาครูสรุปได้คือ 1) การฝึกอบรมไม่ทั่วถึง 2) การฝึกอบรมไม่ตรงตามที่ต้องการ 3) การฝึกอบรมเน้นทฤษฎีมากกว่าการฝึกปฏิบัติ 4) การติดตามและประเมินผลทำได้น้อยมาก ทำให้ไม่เห็นแง่มุมที่ควรจะได้นำมาปรับปรุงและพัฒนา จากประสบการณ์ของผู้วิจัยเองพบว่าการฝึกอบรมจะเป็นไปในลักษณะ ของการให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมศึกษาใบงาน รายงาน ทำแบบฝึก ฯลฯ และการอบรมส่วนใหญ่จะอบรมครั้งเดียว โดยในการอบรมแต่ละครั้งจะบรรจุไปด้วยเนื้อหาต่าง ๆ มากมาย มีการฝึกปฏิบัติจริงน้อย และจากการสัมภาษณ์เพื่อนครูด้วยกันส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ต้องการเห็นตัวอย่างเทคนิคการสอนภาษาและการสร้างสื่อการเรียน การสอนภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ จากการวิจัยของสุจิตรา พัฒนะภูมิ (2542) ได้มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพของครูไทยว่า ข้อที่น่าพิจารณาถึงการให้ความสำคัญกับภาษาต่างประเทศ คือ ครูต้องรู้ภาษา ต่างประเทศ นอกจากรู้และใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องแล้ว ครูควรมี ความรู้และทักษะในการใช้ภาษาต่างประเทศอย่างน้อยอีกหนึ่งภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และที่สำคัญการพัฒนาคุณภาพของครูจะใช้วิธีการฝึกอบรมแบบที่ผ่านมาไม่ได้ จะต้องเป็น On the job training เน้นการฝึกปฏิบัติจริงจากสภาพปัญหาที่พบและแนวคิดการพัฒนาครูดังกล่าว จึงทำให้ผู้วิจัยจัดทำโครงการพัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นการพัฒนาครูในลักษณะของศูนย์ฝึกอบรมวิทยากร (Trainers) ซึ่งผู้วิจัยจะพัฒนาครูให้ความรู้และเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ จนสามารถที่จะเป็นวิทยากรถ่ายทอดให้เพื่อนครูที่มารับการอบรม (Trainees) ต่อไป ได้โดยผู้วิจัยได้จัดทำเอกสารสำหรับการฝึกอบรมพัฒนาครู ซึ่งจะประกอบไปด้วยเนื้อหาด้านความรู้ เทคนิคและวิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การวัดและประเมินผล และสื่อการสอน ไว้ประกอบการค้นคว้าระหว่างการฝึกอบรมและนำกลับไปใช้ศึกษาค้นคว้าที่โรงเรียน ผู้วิจัยได้จัดอบรมครูภาษาอังกฤษโดยการฝึกปฏิบัติจริงทั้งในสถานที่ฝึกอบรมและที่สถานศึกษาของผู้เข้ารับการอบรม มีการสัมมนาเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการสอนร่วมกันตลอดเวลา รวมทั้งได้ติดตามผลและประเมินผลในชั้นเรียนของครูด้วย เพื่อนำผลที่ได้จากการฝึกอบรมไปพัฒนาประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนมากที่สุด โครงการพัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ 2. เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 3. เพื่อพัฒนาครูเครือข่ายที่สอนภาษาอังกฤษในด้านความรู้ วิธีการสอนและการประเมินผล 4. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสอนของครูที่มีต่อความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียน

รายงานผลการวิจัยและพัฒนา กระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของครูวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จังหวัดลำปาง ฉบับสรุป

โดย นางอรพิน ศรีสวรรค์ ครูแห่งชาติ ปีพ.ศ. 2542 สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป
2550 ( 94 หน้า)

รายงานผลการวิจัยและพัฒนา กระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของครูวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จังหวัดลำปาง (ฉบับสรุป) เป็นหนึ่งในหกโครงการของครูแห่งชาติประจำปี 2542 ที่มีผลเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมต่อครูเครือข่ายผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในจังหวัดลำปาง กล่าวคือครูเครือข่ายสามารถจัดการเรียนการสอน สามารถจัดทำแผนการเรียนรู้ และนำนวัตกรรมที่จัดทำขึ้นไปทดลองใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในชั้นเรียน

ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

โดย ดร.วิเชียร เกตุสิงห์
2551 ( 190 หน้า)

รายงานการวิจัยประเมินผลตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของสถานศึกษาและครูผู้สอนและหาตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จากสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2,637 แห่ง เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานร้อยละ 90.0 โรงเรียนเอกชนร้อยละ 5.3 โรงเรียนเทศบาลร้อยละ 2.2 ที่เหลือเป็นโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย จำนวนครูผู้สอนที่ให้ข้ออมูล จำนวน 25,828 คน

การศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางการจัดระบบงบประมาณและการลงทุนเพื่ออุดมศึกษา ( Financing of Higher Education)

โดย ศาสตราจารย์ ดร. บุญเสริม วีสกุล และคณะ
2546 ( 50 หน้า)

การศึกษาวิจัย เรื่อง แนวทางการจัดระบบงบประมาณและการลงทุนเพื่ออุดมศึกษา กล่าวถึงอุดมศึกษาไทยแม้มีแผนพัฒนาระยะกลางและระยะยาว แต่ยังขาดนโยบายและเป้าหมาย การแบ่งการผลิตบัณฑิต ขาดระบบการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม และยังประสบปัญหาวิกฤตด้านคุณภาพด้วย จึงจำเป็นที่ต้องศึกษาวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหา รูปแบบการบริหารจัดการงบประมาณและการเงินของอุดมศึกษาของประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางและทางเลือกที่จะนำไปสู่การจัดรูปแบบระบบงบประมาณและการจัดการการเงิน และเพื่อเสนอแนะมาตรการระดมทรัพยากรทางการเงินเพื่ออุดมศึกษาไทยและการจัดสรรเงินที่ระดมมาได้อันจะนำไปสู่การพัฒนาอุดมศึกษาไทยไปสู่ความเป็นเลิศ ส่งผลให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รายงานการวิจัยเอกสาร: ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู (ฉบับสรุป)

โดย สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ นฤมล บุลนิม วิชุนา ปาณปุณณัง นันทนา แสนสาคร กนกวรรณ ชูชีพ
2546 ( 119 หน้า)

รายงานการวิจัยเอกสาร:ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู (ฉบับสรุป) กล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ได้ให้ความสำคัญ ในการพัฒนาวิชาชีพครู และการปฏิรูปการศึกษาโดยจัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ (มาตรา 81) และจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ให้ความสําคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวิชาชีพครู ในฐานะที่เป็นวิชาชีพชั้นสูง และการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในฐานะที่เป็นกลไกสําคัญยิ่งต่อการปฏิรูปการศึกษาของชาติ กล่าวคือให้กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ และ มาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยการกํากับและประสานกับสถาบันผลิตและพัฒนาครูอย่างมีประสิทธิผลและต่อเนื่อง รัฐพึงจัดงบประมาณโดยจัดตั้งกองทุนสําหรับการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างพอเพียง (มาตรา 52) ให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนค่าตอบแทนสวัสดิการ และสิทธประโยชน์เกื้อกูลนี่สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้มีรายได้พอเพียงเหมาะสมกับฐานะทางสังคมและวิชาชีรพชั้นสูง อีกทั้งให้มีกองทุนส่งเสริมและพัฒนาครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา เพื่ออุดหนุนงานริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานดีเด่น และเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้ตราเป็นกฎกระทรวง (มาตรา 55) และที่ สําคัญยิ่งก็คือ ในมาตรา 53 ให้มีองค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และ ผู้บริหารการศึกษา มีฐานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้การบริหารของสภาวิชาชีพในกํากับของกระทรวง มีอํานาจหน้าที่กําหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กํากับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของ วิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา ให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นทั้งของรัฐและเอกชนต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกําหนด ทั้งนี้เพื่อเตรียมการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่ในการจัดทําแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งในการจัดทําแผนได้แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นการวางแผน ขั้นการปฏิบัติหรือบริหารตามแผน และขั้นการประเมินผลตามแผน ดังนั้น สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติจึงเห็นสมควรให้มีการศึกษาวิจัยเอกสาร เรื่อง “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สําคัญเพื่อรวบรวมข้อมูล ความคิด ประสบการณ์ เทคนิคการนําไปใช้ และเสนอตัวอย่างที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายงานและแนวทางที่เหมาะสมในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสําหรับประเทศไทย ประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ครูและวิธีการจัดการเกณฑ์มาตรฐานและ ตัวชี้วัดการประเมินและการพัฒนาครู รูปแบบและแนวทางการดําเนินงานขององค์กรวิชาชีพที่ออกและ เพิกถอนใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพครูแนวทางการดําเนินงานการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่สามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้และแนวทางการออกและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนําไปสู่การปฏิบัติได้

รายงานการวิจัยเอกสารเพื่อพัฒนานโยบาย เรื่อง การยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่น

โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์
2546 ( 170 หน้า)

การวิจัยเอกสารเพื่อพัฒนานโยบาย เรื่อง การยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่น กล่าวถึงการให้มีกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนงานริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานดีเด่นและเป็น รางวัลเชิดชูเกียรติครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวงเพื่อให้มีการดําเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าว สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ จึงเห็นสมควรให้มีโครงการพัฒนานโยบายเรื่องการ ยกย่องครูผู้มี ผลงานดีเด่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานโยบายการยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่นและเสนอแนะมาตรการที่นําไปสู่การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยการพัฒนาองค์ความรู้และสร้างยุทธศาสตร์การดําเนินงานทางการศึกษา รวบรวมข้อคิดเห็นและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งรูปแบบและวิธีดําเนินงานยกย่องครูและบุคลากรสาขาวิชาชีพอื่นของต่างประเทศและของประเทศไทย

รายงานการวิจัยเอกสาร เรื่อง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

โดย สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ นฤมล บุลนิม วิชุนา ปาณปุณณัง นันทนา แสนสาคร กนกวรรณ ชูชีพ
2546 ( 95 หน้า)

รายงานการวิจัยเอกสาร : ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้ให้ความสําคัญมากต่อการพัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง และเป็นกลไกสําคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาของชาติ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กําลังเร่งดําเนินการปฏิรูปการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยในส่วนของการปฏิรูปวิชาชีพครูนั้น จะศึกษาและพัฒนานโยบาย 5 เรื่อง คือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหาร การศึกษา การยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่น การผลิตและการพัฒนาครู เงินเดือนและค่าตอบแทนครูและผู้บริหารการศึกษาสําหรับเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น สํานักงานฯ ได้เชิญศาสตราจารย์ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ และคณะให้ช่วยดําเนินการ ซึ่งขณะนี้ได้วิจัยเอกสารเสร็จแล้ว สํานักงานฯ จึงเห็นควรพิมพ์และเผยแพร่ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูต่อไป

รายงานการวิจัยเอกสาร เรื่อง ใบประกอบวิชาชีพผู้บริหาร

โดย สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ และคณะ
2546 ( 61 หน้า)

รายงานการวิจัยเอกสาร เรื่อง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหาร พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 53 วรรคสอง กําหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทาง การศึกษาอื่นต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ สํานักงานคณะ กรรมการการศึกษาแห่งชาติในฐานะหน่วยงานการศึกษาระดับนโยบายจึงได้เตรียมการเพื่อการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยได้เรียนเชิญ ศาสตราจารย์ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ดําเนินการวิจัยเอกสารเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางเพื่อการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสําหรับประเทศไทยขึ้น และผ่านกระบวนการปรึกษาหารือโดยรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอของงานวิจัยจากผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วนํามาปรับปรุงจนได้รายงานการวิจัยเรื่อง ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหาร ฉบับสมบูรณ์

รายงานการวิจัยและพัฒนา เรื่อง รูปแบบการพัฒนาคณาจารย์และชุดเรียนรู้ด้วยตนเองสำหรับการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน ฉบับสรุป

โดย รศ. สมจิต สวธนไพบูลย์ และคณะ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
2546 ( 13 หน้า)

รายงานการวิจัยและพัฒนา รูปแบบการพัฒนาคณาจารย์และชุดเรียนรู้ด้วยตนเอง สําหรับการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครู โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน ฉบับสรุป กล่าวถึงความเป็นมา สมรรถนะทางวิชาชีพครู (Teaching Professional Competency) เป็นดัชนีบ่งชี้ที่สําคัญยิ่งในการจัดการเรียนการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้ในหมวด 4 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ขณะเดียวกันคณาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์หรือครูของครู นับเป็นบุคลากรหลักในการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างและพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูให้เกิดแก่ครูใหม่อย่างมีคุณภาพและเหมาะสม และจากการที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 52 กําหนดให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง ดังนั้น คณาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งการพัฒนาคณาจารย์ให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในด้านการจัดการเรียนรู้แก่นิสิต/นักศึกษาครู ตลอดจนสามารถปฏิบัติภารกิจด้านการวิจัย และการบริการวิชาการเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ (Learning Outcome) อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพื่อให้คณาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เป็นผู้นําการปฏิรูปการศึกษา สามารถพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การพัฒนารูปแบบการพัฒนาคณาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์การพัฒนาคณาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูครั้งนี้ มีหลักการสําคัญคือ การมุ่งเน้นให้ดําเนินการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นคนดี คนเก่ง และเรียนรู้อย่างมีความสุข ด้วยการใช้กระบวนการทางปัญญาเพื่อพัฒนาตนและสังคม ซึ่งจากการศึกษาเอกสาร ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ พบว่ากลยุทธ์หลักประการหนึ่งในการพัฒนาคณาจารย์ คือ การส่งเสริมและเอื้ออํานวยให้คณาจารย์สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ให้สามารถใช้ศักยภาพแห่งตนในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการวิจัย ตลอดจนสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่องด้วยชุดเรียนรู้ด้วยตนเอง ดังนั้น คณะวิจัยจึงได้พัฒนารูปแบบการพัฒนาคณาจารย์และชุดเรียนรู้ด้วยตนเองสําหรับการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน เรียกว่า รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูและการวิจัย หรือรูปแบบ พสวว. (Teaching Professional and Research Competency Development หรือ TPRCD Model) ขึ้น เพื่อใช้ในการส่งเสริมสมรรถนะในการปฏิบัติงานตามภารกิจของคณาจารย์ที่เน้นความสอดคล้องตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยจําแนกสมรรถนะไว้ 10 ด้าน ได้แก่ 1) สมรรถนะทางวิชาชีพครู 2) สมรรถนะด้านการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ 3) สมรรถนะด้านการพัฒนาหลักสูตรและการประเมินผลการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ 4) สมรรถนะด้านการพัฒนาทักษะการคิดและการจัดการ 5) สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 6) สมรรถนะด้านการเสริมพลังการเรียนรู้ 7) สมรรถนะด้านการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ 8) สมรรถนะด้านเทคนิคการใช้ – สร้างแหล่งการเรียนรู้ 9) สมรรถนะด้านการออกแบบหลักสูตรการสอนรายวิชา 10) สมรรถนะด้านการวิจัยสู่การพัฒนาวิชาชีพครู รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูและการวิจัย หรือรูปแบบ พสวว. ที่พัฒนาขึ้นครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูของคณาจารย์คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ด้วยการส่งเสริมความรอบรู้ ส่งเสริมการสอนดีมีคุณธรรม และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางวิชาชีพครู โดยมีเครื่องมือหรือสื่อที่ใช้ในการพัฒนาคือ ชุดเรียนรู้ด้วยตนเองจํานวน 10 ชุดตามสมรรถนะแต่ละด้าน

รายงานการวิจัย สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศออสเตรเลีย

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ชนิตา รักษ์พลเมือง รองศาสตราจารย์ ดร. จรูญศรี มาดิลกโกวิท และคณะ
2548 ( 242 หน้า)

รายงานการวิจัยเอกสาร สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของประเทศออสเตรเลีย เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเอกสารเกี่ยวกับสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาสภาพปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อที่จะเสนอแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับประเทศไทย การนำเสนอรายงานการวิจัยแบ่งเป็น 7 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 สรุปสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เล่มที่ 2 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา เล่มที่ 3 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศออสเตรเลีย เล่มที่ 4 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหราชอาณาจักร เล่มที่ 5 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศแคนาดา เล่มที่ 6 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศมาเลเซีย เล่มที่ 7 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย

รายงานการวิจัย สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศแคนาดา

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ชนิตา รักษ์พลเมือง รองศาสตราจารย์ ดร. จรูญศรี มาดิลกโกวิท และคณะ
2548 ( 155 หน้า)

รายงานการวิจัยเอกสาร สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของประเทศแคนาดา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเอกสารเกี่ยวกับสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาสภาพปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อที่จะเสนอแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับประเทศไทย การนำเสนอรายงานการวิจัยแบ่งเป็น 7 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 สรุปสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เล่มที่ 2 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา เล่มที่ 3 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศออสเตรเลีย เล่มที่ 4 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหราชอาณาจักร เล่มที่ 5 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศแคนาดา เล่มที่ 6 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศมาเลเซีย เล่มที่ 7 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย

รายงานการวิจัยเอกสาร สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหราชอาณาจักร

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ชนิตา รักษ์พลเมือง รองศาสตราจารย์ ดร. จรูญศรี มาดิลกโกวิท และคณะ
2548 ( 65 หน้า)

รายงานการวิจัยเอกสาร สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของประเทศสหราชอาณาจักร เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเอกสารเกี่ยวกับสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาสภาพปัญหา สาเหตุ และแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อที่จะเสนอแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับประเทศไทย การนำเสนอรายงานการวิจัยแบ่งเป็น 7 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 สรุปสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เล่มที่ 2 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา เล่มที่ 3 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศออสเตรเลีย เล่มที่ 4 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหราชอาณาจักร เล่มที่ 5 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศแคนาดา เล่มที่ 6 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศมาเลเซีย เล่มที่ 7 สภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย