นโยบายและแผนการศึกษา >>> เพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษา : ระเบียบวาระแห่งชาติ (พ.ศ.2551-2555)

โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
2552 ( 11 หน้า)

นโยบายและแผนการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) พ.ศ.2545-2549

โดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (สศป.)
2546 ( 229 หน้า)

นโยบายและแผนการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) พ.ศ. 2545-2549 จัดทำขึ้นสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 เรื่อง นโยบายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ได้ระบุว่ารัฐยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) เพราะการพัฒนาเด็กวัยนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาทางสมองของบุคคล ดังนั้นในการจัดทำแผนปฏิบัติการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีต้องให้ครอบคลุมการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ จึงได้จัดทำร่างนโยบายและแผนการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ขึ้น โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจัดประชุมปรึกษาหารือ/สัมมนา รวมทั้งการทำประชาพิจารณา และได้นำร่างนโยบายและแผนการศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ป.) นี้เสนอต่อคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติให้ความเห็นชอบในหลักการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายและ แผนการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) นี้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กไทยตั้งแต่ในช่วงแรกเริ่มของชีวิต วัตถุประสงค์ของนโยบายและแผน 1) เพื่อให้มีแนวคิดและแนวทางร่วมกันทั้งชาติ ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย 2) เพื่อให้สามารถนำไปทอนเป็นแผนปฏิบัติการและกำหนดผู้รับผิด- ชอบในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม 3) เพื่อเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล ข้อสนเทศ ติดตามงาน และประเมินผลได้ 4) ให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา

ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กอายุ 3-5 ปี : การอุดหนุนค่าใช้จ่าย

โดย นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ หัวหน้ากลุ่มมาตรฐาน นางอรุณศรี ละอองแก้ว นักวิชาการศึกษา นางสาวสมพร พรมดี นักวิชาการศึกษา
2547 ( 57 หน้า)

ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กอายุ 35 ปี : การอุดหนุนค่าใช้จ่าย กล่าวถึงจากปัญหาสถานการณ์เด็กก่อนประถมศึกษา และสภาพปัญหาของการดำเนินงานการพัฒนาเด็กก่อนประถมศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กจัดทำเอกสาร ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กอายุ 3-5 ปี : การอุดหนุนค่าใช้จ่ายขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนการพัฒนาเด็กวัยนี้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส่งผลต่อการวางรากฐานที่ดี เพื่อการพัฒนาในช่วงวัยต่อไป

นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5ปี)ระยะยาว พ.ศ.2550-2559

โดย นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ นางวนิดา วรรณศิริ นางสาวสมพร พรมดี นางสาวกรกมล จึงสำราญ
2550 ( 10 หน้า)

เอกสารเรื่อง นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559 มีวัตถุประสงค์ คือ 1 เพื่อให้มีแนวคิดและแนวทางร่วมกันทั้งระดับชาติและทุกระดับในการส่งเสริมสนับสนุนเด็กปฐมวัยทุกคนให้มีพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพของตน 2 เพื่อให้กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ไปดำเนินการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์/แผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ 3 เพื่อเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล ข้อสนเทศ การวิจัย การติดตามและประเมินผล 4 เพื่อให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา

Long-Term Policy and Strategy for Early Childhood Care and Development (0-5 Age Group) 2007-2016

โดย นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ นางวนิดา วรรณศิริ นางสาวสมพร พรมดี นางสาวกรกมล จึงสำราญ
2551 ( 85 หน้า)

Long-Term Policy and Strategy for Early Childhood Care and Development (0-5 Age Group) 2007 - 2016 The Royal Thai Government fully recognizes the importance of children and youth, who are at an age when they are full of energy, creativity and potential, and represent the nation’s future. Thus there is a need to strengthen their immunity and opportunity for development and self-expression in accordance with their individual aptitude, so as to foster pride and selfconfidence,which are prerequisites for their subsequent development. To this end, the Council of Ministers gave its approval on May 22 2007 to the Long-Term Policy and Strategy for Early Childhood Care and Development (0-5 Age Group) 2007 - 2016, as an integral part of development of our children and youth, and a framework for action on early childhood development, encompassing the initial period of the lives of our children and youth. This is indeed an important milestone, as it is the first time in Thailand's history that a policy and strategy has been prepared for the special benefit of those in early childhood. Objectives of the Policy and Strategy 1) To have a common concept and guidelines at the national and other levels for strengthening and supporting all those in early childhood to develop to their highest potentiality; 2) To enable the various ministries and other agencies concerned to utilize the Policy and Strategy for preparation of concrete strategies/operational plans for effective early childhood development; 3) To provide an orientation for data and information collection, research, follow-up and evaluation; and 4) To include early childhood development in the education reform.

แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2559)

โดย ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต และคณะ
2546 ( 196 หน้า)

แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ (พ.ศ. 2545 – 2559) กล่าวถึงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 33 บัญญัติให้มีการจัดทำแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่เน้นการนำสาระสำคัญดังกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นโยบายรัฐบาล วิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาว 20 ปีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ 9 พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติ กฎหมาย และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากำหนดเป็นแผนปฏิรูปหลักด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อการสร้างชาติ สร้างคนและสร้างงาน ตามหลักการแห่งนโยบายของรัฐบาลต่อไป แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ มีลักษณะเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะเป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนพัฒนาการอุดมศึกษา และแผนพัฒนาด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในระดับเขตพื้นที่การศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เสร็จสมบูรณ์ทั้งกระบวนการเพื่อการปฏิรูปการศึกษา การดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในช่วงระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึง พ.ศ. 2559 ทึ่สอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งประเทศ แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญาพื้นฐานในการกำหนดแผนโดยมีการศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติ บูรณาการเชื่อมโยงเป็นกระบวนการเดียวกัน ทั้งนี้มี “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน มีดุลยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม และมุ่งไปสู่การอยู่ดีมีสุขของคนไทยทั้งปวง

กรอบทิศทางการพัฒนาการศึกษา ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2549)

โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
2551 ( 64 หน้า)

กรอบทิศทางการพัฒนาการศึกษาในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2559) กล่าวถึงที่มาด้วยเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2559) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาอย่างครอบคลุม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุก ๆ ด้าน ประกอบกับยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ที่ได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) และการทบทวนสภาพปัญหาของการจัดการศึกษาที่ผ่านมา รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของบริบทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาของประเทศ

แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552-2559)

โดย ดร.สุภาพร โกเฮงกุล นางรัชนี พึ่งพาณิชย์กุล
2553 ( 77 หน้า)

แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.2552-2559) กล่าวถึงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 33 บัญญัติให้มีการจัดทำแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่เน้นการนำสาระสำคัญดังกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นโยบายรัฐบาล วิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาว 20 ปีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ 9 พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติ กฎหมาย และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากำหนดเป็นแผนปฏิรูปหลักด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อการสร้างชาติ สร้างคนและสร้างงาน ตามหลักการแห่งนโยบายของรัฐบาลต่อไปแผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ มีลักษณะเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ จะเป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนพัฒนาการอุดมศึกษา และแผนพัฒนาด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นแนวทางในการจัดทำ แผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เสร็จสมบูรณ์ทั้งกระบวนการเพื่อการปฏิรูปการศึกษา การดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในช่วงระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึง พ.ศ. 2559 ทึ่สอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งประเทศ แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญาพื้นฐานในการกำหนดแผนโดยมีการศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติ บูรณาการเชื่อมโยงเป็นกระบวนการเดียวกัน ทั้งนี้มี “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน มีดุลยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม และมุ่งไปสู่การอยู่ดีมีสุขของคนไทยทั้งปวง

แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552-2559) : ฉบับสรุป

โดย ดร.สุภาพร โกเฮงกุล นางรัชนี พึ่งพาณิชย์กุล
2553 ( 80 หน้า)

แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.2552-2559) ฉบับสรุป กล่าวถึงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 33 บัญญัติ ให้มีการจัดทำ แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่เน้นการนำ สาระสำคัญดังกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นโยบายรัฐบาล วิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาว 20 ปีของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ 9 พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติ กฎหมาย และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากำหนดเป็นแผนปฏิรูปหลักด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อการสร้างชาติ สร้างคนและสร้างงาน ตามหลักการแห่งนโยบายของรัฐบาลต่อไป แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ มีลักษณะเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะเป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนพัฒนาการอุดมศึกษา และแผนพัฒนาด้าน ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เสร็จสมบูรณ์ทั้งกระบวนการเพื่อการปฏิรูปการศึกษา การดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในช่วงระยะเวลา 15 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึง พ.ศ. 2559 ทึ่สอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งประเทศ แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญาพื้นฐานในการกำหนดแผนโดยมีการศึกษา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และธรรมชาติ บูรณาการเชื่อมโยงเป็นกระบวนการเดียวกัน ทั้งนี้มี “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน มีดุลยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม และมุ่งไปสู่การอยู่ดีมีสุขของคนไทยทั้งปวง

ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชิต ฤทธิ์จรูญ ดร.ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ ดร.เก็จกนก เอื้อวงศ์ ดร.นงเยาว์ อุทุมพร นางสาวสมรัชนีกร อ่องเอิบ นางสาวสุวิมล เล็กสุขศรี นายสำเนา เนื้อทอง นางกนกพร ถนอมกลิ่น
2553 ( 57 หน้า)

ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา กล่าวถึงการพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่เป็นกรอบแนวทางที่สำคัญประการหนึ่งในข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561) โดยมุ่งให้ครูเป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ มาตรฐาน สามารถพัฒนาตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง มีสภาวิชาชีพที่เข้มแข็ง บริหารการจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความมั่นคงในอาชีพ มีขวัญกำลังใจ อยู่ได้อย่างยั่งยืน

นโยบายด้านการศึกษา ศิลปะและวัฒนธรรมของอังกฤษ

โดย แปลโดย นางกลอยตา ณ ถลาง
2546 ( 12 หน้า)

เอกสารเรื่อง นโยบายด้านการศึกษา ศิลปะ และวัฒนธรรมของอังกฤษ กล่าวถึงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรได้ให้ความใส่ใจในเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ซึ่งจะเห็นได้จากในปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลได้จัดพิมพ์สมุดปกขาวเรื่อง ความเป็นเลิศในโรงเรียน ขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานในการอ่าน การเขียนและการคำนวณเป็นหลัก เมื่อเวลาผ่านไป รัฐบาลของสหราชอาณาจักรพบความจริงว่า ความเป็นเลิศในโรงเรียนที่มุ่งเน้นเฉพาะการอ่าน การเขียนและการคำนวณนั้น ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดของระบบการศึกษาที่ต้องเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นายโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีจึงได้จุดประกายความคิดใหม่ให้แก่นักการศึกษาว่า "เป้าหมายของเราคือการสร้างชาติที่มีการใช้ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของทุกๆคน เพื่อสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งเราจะแข่งขันกันด้วยสมองมิใช่กำลัง การจุดประกายความคิดในมุมมองใหม่ ทำให้สองกระทรวงหลักทางด้านการศึกษา และวัฒนธรรม ได้แก่ กระทรวงการศึกษาและการจ้างงาน และ กระทรวงวัฒนธรรม สื่อสารและกีฬาได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาแห่งชาติด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมขึ้นมา เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐมนตรีในด้านการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมของเยาวชนด้วยการเรียนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา นโยบายด้านการศึกษาศิลปะ และวัฒนธรรมของอังกฤษเล่มนี้ คือรายงานที่เป็นผลงานสำคัญของคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาแห่งชาติด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม ที่รัฐบาลของสหราชอาณาจักรใช้เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์

นโยบายด้านวัฒนธรรมของประเทศแคนาดา

โดย Clifford Lincoln แปลและเรียบเรียงโดย สุทธาสินี วัชรบูล
2546 ( 84 หน้า)

เอกสารเรื่อง นโยบายด้านวัฒนธรรมของประเทศแคนาดา กล่าวถึง "วัฒนธรรม” คือ สิ่งที่มีคุณค่าและเป็นกุญแจสำคัญในการแสดงออกซึ่งเอกลักษณ์ ศักดิ์ศรี และมรดกที่มีคุณค่าของชาติ ในการก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ที่ซึ่งเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และมีอิทธิพลก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างชนในชาติ รวมทั้ง กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันทางด้านการค้าในระดับนานาชาติ ดังนั้น จึงจำเป็นที่รัฐบาลกลางจะได้กำหนดบทบาทของตนขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมแก่การสนับสนุนงานวัฒนธรรมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น" Clifford Lincoln ประธานคณะกรรมการประจำว่าด้วยมรดกวัฒนธรรมได้ดำเนินการปรับปรุงนโยบายทางวัฒนธรรมขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1997 โดยได้เดินทางพบปะกับคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญในทุกภูมิภาค เขาได้ตั้งประเด็นสำหรับการทำงานไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1)บทบาทของรัฐบาลกลางในการดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรมในอดีต 2) บทบาทรัฐบาลกลางในปัจจุบัน 3)บทบาทของรัฐบาลกลางที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานวัฒนธรรมในอนาคต รายงานฉบับนี้ขึ้นอยู่กับการสังเคราะห์เอกสารซึ่งได้รับจากผู้เข้าร่วมโครงการ สิ่งที่ได้รับจากเอกสารก็คือ ความรู้สึกและการสะท้อนความเข้าใจของชาวแคนาดาที่มีต่องานด้านวัฒนธรรม