อื่นๆ (หนังสือที่ไม่สามารถเข้ากลุ่มได้) >>> ปฏิรูปครู โดยยกฐานะวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง

บทวิเคราะห์สถานภาพการพัฒนาครูทั้งระบบและข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาครูเพื่อคุณภาพผู้เรียน

โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
2556 ( 160 หน้า)

บทวิเคราะห์สถานภาพการพัฒนาครูทั้งระบบและข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาครูเพื่อคุณภาพผู้เรียน ฉบับนี้ใช้กรอบแนวคิดและวิธีการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เกี่ยวกับสภาพปัญหาสถานภาพการพัฒนาครูเพื่อคุณภาพผู้เรียน โดยศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสารรายงานการวิจัย ข่าวสาร สถิติ บทสัมภาษณ์ บทความ และสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ นำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาครูเพื่อเสนอแนะแก่หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาครู

รายงานการสังเคราะห์รูปแบบการพัฒนาครูทั้งโรงเรียน : ประสบการณ์จากโรงเรียนในโครงการโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กิติยวดี บุญซื่อ
2546 ( 92 หน้า)

รายงานการสังเคราะห์รูปแบบการพัฒนาครูทั้งโรงเรียน : ประสบการณ์จากโรงเรียนในโครงการโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ รูปแบบการพัฒนาครูทั้งโรงเรียนจากรายงานผลการดำเนินงานของโรงเรียนในโครงการโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยนำเสนอตัวอย่างประสบการณ์การพัฒนาครูทั้งโรงเรียนที่มีรูปแบบชัดเจน ปรากฏผลด้านการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆที่สนใจและกำลังเริ่มดำเนินการปฏิรูปทั้งโรงเรียน โดยเน้นเฉพาะการพัฒนาครู เมื่อพัฒนาครูได้แล้วผลดีที่จะบังเกิดตามมา คือ ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอน อันจะส่งผลไปถึงคุณภาพของนักเรียนในทิศทางที่พึงประสงค์

ครูและห้องเรียน ค.ศ. 2000

โดย นายชาตรี สำราญ
2546 ( 147 หน้า)

หนังสือ "ครูและห้องเรียน ค.ศ. 2000" เป็นหนังสือที่ครูชาตรี สำราญ ครูต้นแบบด้านการเรียนการสอนปี 2541 ที่เรียบเรียงขึ้นจากประสบการณ์อันยาวนานในกการปรับยุทธวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูชาตรี ได้ใช้วิธีการนี้ อบรมสั่งสอนศิษย์ให้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพตามอัตภาพของแต่ละคน ลูกศิษย์ครูชาตรีที่เรียนจบไปมีมากมายประกอบอาชีพต่างๆ เป็นแม่ค้าที่ไม่เอาเปรียบลูกค้า เป็นกระเป๋ารถเมล์ที่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพ เป็นครูที่คิดถึงประโยชน์ของผู้เรียน ฯลฯ

การสรรหาครูดีที่ต้องการ (The teacher We Need and How to Get More of Them)

โดย นางสาวพุฒิสาร์ อัคคะพู นางสาวเอ็นดู ศิริเจียมรัตน์ นางวาสนา วงศ์กฤช นางสาวสุวิพร ศรีสุพรรณถาวร นางเข็มทอง โมงขุนทด
2546 ( 84 หน้า)

การวิจัย เรื่อง ครูคุณภาพสูงในโรงเรียนของอเมริกา 1. ความเป็นมา มูลนิธิ โทมัส บี ฟอร์ดแฮม ได้ทํ าการวิจัย เรื่อง ครูคุณภาพสูงในโรงเรียนของอเมริกา ต้นปี พ.ศ. 2542 มูลนิธิได้เชิญกลุ่มนักการศึกษา ผู้กําหนดนโยบาย ครู อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้ปกครอง และนักศึกษา มารับรู้ผลการวิจัย มีผู้เข้าร่วมการสัมมนาและลงนามในเอกสาร 155 คน ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่าโรงเรียนของสหรัฐอเมริกาต้องการครูที่มีคุณภาพ แต่วิธีการสรรหาครูที่มีคุณภาพของอเมริกาปัจจุบัน คือ การกําหนดระเบียบ และกําหนดมาตรฐานเข้มข้นยิ่งขึ้น ผลที่ตามมาคือคนเก่งไม่อยากจะเป็นครู และครูที่เก่งหนีไป ประกอบอาชีพอื่น คนเก่งที่ไม่เคยเรียนในสถาบันการฝึกหัดครูเข้ามาเป็นครูไม่ได้ ที่ประชุมเห็นว่า วิธีการดังกล่าวแล้ว ขัดต่อสามัญสํานึก ที่ประชุมจึงได้เสนอแนวทางให้ได้ครูที่มีคุณภาพเข้ามาสู่โรงเรียนตามที่ปรากฏในเอกสารนี้ มูลนิธิ โทมัส บี ฟอร์ดแฮม ได้นําผลงานชิ้นนี้เสนอต่อรัฐสภาแห่งอเมริกาแล้วและมูลนิธิหวังว่าคงจะมีความหลากหลายในกระบวนการฝึกหัดครู การสรรหาครู และการบริหารครูในอนาคต 2. ภูมิหลัง โรงเรียนของสหรัฐอเมริกาทุกระดับมิได้ผลิตผู้เรียนสําเร็จได้คุณภาพเป็นที่น่าพอใจ และปัญหานี้คงจะแก้ได้เมื่อมีครูที่มีความ สามารถเป็นเลิศเข้ามาทําการสอนประชาชนแทบทุกคนมีความเห็นชอบตามแนวความคิดดังกล่าวแล้ว แต่ว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ อย่างไร ยังไม่มีคําตอบที่แน่ชัดขณะนี้ชุมชนอเมริกาเริ่มต้นยอมรับความคิดแบบสามัญสำนึกในการปฏิรูป โรงเรียนในลักษณะที่โรงเรียนเอกชนที่ประสบผลสําเร็จได้นํามาใช้ นั่นคือ กําหนดมาตรฐานสูง มีความยืดหยุ่น และมีวิธีการหลากหลายเพื่อบรรลุผลนั้น ยุทธวิธีนี้ในทางการศึกษาเรียกว่า มาตรฐานและความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ วิธีนี้เป็นหลักการพื้นฐานของโรงเรียนในกํากับทั่วๆ ไป ปัจจุบันผู้บริหารการศึกษาในหลายรัฐ และผู้กำหนดนโยบายได้หันเหไปจากวิธี การใช้สามัญสำนึกเหล่านี้ รัฐและผู้กำหนดนโยบายต้องการใหม่ ระเบียบของตัวป้อนและของกระบวนการมากขึ้น องค์กรสมัยใหม่หลายๆ แห่งรู้ว่าการกําหนดระเบียบของตัวป้อนและของกระบวนการมากขึ้น เป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพ และมักจะเป็นผลเสียคณะนักวิจัยสรุปว่า กฎระเบียบซึ่งทํากันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมคุณภาพครูนั้น เป็นข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง การาหนดคุณสมบัติของครูใหม่มากขึ้น เช่น ต้องเรียนวิชาครูมากขึ้น มีผลเสียมากกว่าอย่างอื่น นั่นคือ วิธีการนี้จะทําให้อุปทานของครูจํากัดขึ้น โดยการทําให้ช่องทางการเข้ามาสู่อาชีพครูนั้นแคบลง การกําหนดระเบียบมากขึ้น จะเป็นผลเสีย ต่อมาตรฐานและความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ในการปรับปรุงโรงเรียน และการยกมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนอีกด้วย ทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาคุณภาพของครูคือ การทำให้หนทางเข้ามาเป็นครูและกระบวนการจ้างครูนั้นง่ายขึ้น แทนที่จะกําหนดว่าต้องเรียนรายวิชานั้นวิชานี้ต้องได้ปริญญาอย่างนั้นอย่างนี้ ควรจะมีการทดสอบความรู้และทักษะผู้ที่จะเป็นครูในอนาคตมากกว่าอย่างอื่น อนุญาตให้ครูใหญ่จ้างครูตามที่ตนเองต้องการ แล้วให้เน้นอย่างหนักหน่วงที่ผลลัพธ์ว่านักเรียนได้เรียนอะไรบ้างแล้ว ยุทธวิธีนี้น่าจะได้อุปทานของครูมาก ขึ้น แล้วพิจารณาความเหมาะสมและผลสําเร็จของงานของนักเรียนในห้องเรียนเป็นเกณฑ์

การพัฒนานโยบายการยกย่องครูผู้มีผลงานดีเด่น (ฉบับสรุป)

โดย
2546 ( 188 หน้า)

นโยบายการยกย่องให้รางวัลครูผู้มีผลงานดีเด่น กล่าวถึงการยกย่องให้รางวัลครูเป็นการให้กําลังใจและสร้างพลังให้ครู เพื่อทําหน้าที่พัฒนาเยาวชนและพัฒนาชาติ ซึ่งเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของสังคมไทย ดังพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อ 19 ธันวาคม 2531 ความว่า “ไทยเรายกย่องครูมาก สงเคราะห์ครูเข้าในบุพการีรองจากบิดามารดา ไม่ว่าผู้ใด แม้มียศศักดิ์มีอํานาจเพียงใด ก็ยังยําเกรงเชื่อฟังครู ไม่ลบหลู่ ไม่ลืมครู เพราะเราถือว่า ครูเป็นผู้ปลูกฝังทั้งด้านความรู้และความดีให้แก่เราเป็นผู้ปั้นเราให้เป็นคนดีมีประโยชน์………....” เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าครูเป็นบุคคลสํ าคัญของชาติครูเป็นผู้สร้างสรรค์บันดาลอนาคตของชาติบ้านเมือง ครูเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความดี ครูมีหน้าที่สําคัญคือ การพัฒนาคน ยกระดับคุณภาพของคน ยกระดับวิญญาณของมนุษย์ นั่นคือ ครูเป็นผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่ สร้างคนดี คนเก่งและคนกล้าให้แผ่นดิน

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

โดย สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ และคณะ
2546 ( 292 หน้า)

งานวิจัยเอกสาร เรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กล่าวถึงกุญแจแห่งความหวัง : ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแม้ว่าความเป็นครูในอดีตจะนํามาซึ่งเกียรติ ชื่อเสียง ความภาคภูมิใจ คุณธรรม ความดี แต่เมื่อเวลาผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน ความรู้สึกทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จิตสํานึกแห่งความภาคภูมิใจนั้นเจือจางลงไปมาก ทำอย่างไรความรู้สึกเหล่านี้จึงจะกลับคืนมาอีกครั้งในบ้านเราเมืองเราความพยายามในการพัฒนาวิชาชีพครูที่มี อยู่ขณะนี้เมื่อเทียบกับอารยประเทศยังไม่เพียงพอและไม่เป็นระบบ ระเบียบที่เห็นผลในทางปฏิบัติเด่นชัดนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาหลักสูตรฝึกหัดครู การพัฒนาครู ตลอดจนการเกื้อหนุนครู ฯลฯ แต่ปัจจุบัน ก็เป็นที่น่าดีใจว่ามีหน่วยงานร่วมมือที่จะพัฒนาครูด้วยวิธีต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น โครงการการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์ โดยความร่วมมือของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นภาคเอกชนได้ร่วมปลูกจิตสํานึกของคนไทยต่อการศึกษาไทย ปรับเปลี่ยนความคิดของความเป็นนักเรียนที่จะต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนด้วยตัวของตัวเองได้ไม่ต้องรอให้ครูมาป้อนความรู้ให้เท่านั้น และครูมาเป็นผู้กระตุ้นและชี้แนะ แนวทาง สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นการเรียนให้เรียนรู้เป็น (Learning how to learn) นอกจากนี้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ผู้นําในฐานะคลังสมอง (Think Tank) ได้จัดตั้งสํานักงานโครงการพิเศษเพื่อการปฏิรูปการฝึกหัดครู พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา (สปค.) ได้วางกลไกการพัฒนาที่น่าสนใจไว้ อาทิ โครงการครู รุ่นใหม่ที่มุ่งสนับสนุนให้ครูมีการพัฒนาตนเอง โดยครูที่ได้คัดเลือกจะได้รับเงินพิเศษเพื่อการพัฒนานวัตกรรม 5,000 บาท ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3-5 ปี โครงการคูปองวิชาการที่ ครูจะได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งและเลือกที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตลอดชีวิตการเป็นครู โครงการราชวิทยาลัยครุศาสตร์เพื่อสร้างชุมชน ทางวิชาการวางมาตรฐานส่งเสริมองค์ความรู้ทางการศึกษา สร้างศักดิ์ศรีและศรัทธาในวิชาชีพครู การก่อเกิดโครงการทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของหลายๆ ฝ่ายอย่างตั้งใจทําฝันของเราให้เป็นจริง จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะเห็นความพยายามที่จะสร้างกระแสแห่งการพัฒนาครูรุ่นใหม่เข้าสู่วงการศึกษาไทย แต่อย่างไรก็ตามมีหลายฝ่ายด้วยกันมองว่าการแก้ไขอะไรๆ ต่างๆ เหล่านี้ โดยการตกแต่ง ตัด ปะ เพียงเล็กๆ น้อยๆ คงไม่สามารถทําต่อไปอีกได้แล้ว เพราะโครงสร้างที่หมักหมมยากต่อการเข้าใจและสางให้ออกนั้น เป็นอุปสรรคเสียยิ่งกว่าการสร้างใหม่เสียอีก และคงถึงเวลาเสียทีที่จะต้อง “ล้างป่าช้า” ต่อระบบสังคมครูไทยดํารงไว้ ซึ่งครูรุ่นใหม่ที่มีความใหม่อยู่ในความเก่าที่มีคุณค่าทั้งหลายใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของความแข็งแกร่งของวิชาชีพ “ครู” การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู : อีกหนทางสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูให้มีมาตรฐานเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ และ อารยประเทศ อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสู่วิชาชีพครู รวมไปถึงการกรองคนที่จะเข้าสู่วิชาชีพครูอีกด้วย นําไปสู่การกระตุ้นเร่งเร้าให้ครูพัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้และคุณภาพการทํางานของตนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเพราะเหตุใด : การออกใบประกอบวิชาชีพครูทําไมไม่ “เกิด” เสียที หลายฝ่ายสนับสนุนให้มี การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่เนื่องจากการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู นอกจากจะต้องยกร่างปรับปรุงพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ทั้งฉบับแล้ว ยังมีเงื่อนไขในการจัดตั้งองค์กรที่จะออกใบประกอบวิชาชีพ ครูเป็นอิสระ หรือเพิ่มเติมจากองค์กรของคุรุสภา ทําให้มีการมองหาแนวทางอื่นที่สามารถยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูได้ และสอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน โดยไม่ต้องแก้กฎหมายหรือทําได้ภายใต้กรอบแห่งพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ในปัจจุบันได้ โดยเมื่อพิจารณาแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) ได้มีการกําหนดนโยบายการพัฒนาการศึกษา ข้อ 3 โดยเน้นให้มีการปฏิรูประบบการผลิตครู มุ่งปรับปรุงและพัฒนาระบบการผลิต การฝึก อบรมและการพัฒนาครูประจําการให้มีศักยภาพเพื่อพัฒนากระบวน การเรียนรู้และอบรมสั่งสอนผู้เรียนให้มีคุณภาพ สามารถดํารงชีวิตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นสุข รวมทั้งพัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงเป็นที่ยอมรับและยกย่องในสังคม ซึ่งในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ไม่ได้กล่าวถึงการออก ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เหมือนที่กําหนดไว้ในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539)และคุรุสภายังไม่ประกาศใช้แผนพัฒนาวิชาชีพครูของคุรุสภา (พ.ศ. 2540-2544) ความไม่ชัดเจนดังกล่าวจึงมีผลทําให้สถาบันการผลิตครู หน่วยงานใช้ครู ให้ความร่วมมือกับคุรุสภาในเรื่องการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งองค์กรและใช้บุคลากรร่วมกัน หรือแม้กระทั่งการจัดตั้งงบประมาณมาดําเนินการจากปัญหาที่ได้ศึกษาแล้วนั้น คุรุสภาในฐานะเป็นองค์กรวิชาชีพได้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้และมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างครู อาชีพครู และองค์กรวิชาชีพครูเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก องค์ประกอบทั้งสามจะต้องประสานกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น คุรุสภาจึงจําเป็นต้องแสดงบทบาททางด้านควบคุมส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครูเพื่อให้วิชาชีพครูแข็งแกร่ง สร้างขวัญและกําลังใจให้แก่ครูเพื่อให้ครูเป็นที่ยอมรับในสังคม จึงได้จัดสัมมนายกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูขึ้นในระหว่างวันที่ 16-18 กรกฎาคม 2523 ที่โรงแรมไทยโฮเต็ลกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าu3648 เป็นความเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการ และเป็นความตื่นตัวของครูไทยครั้งแรกที่อยากจะให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและการออกใบประกอบวิชาชีพครูเป็นเป้าหมายหลักของโครงการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูนั้น เพราะถือว่าเป็นวิธีการที่ให้หลักประกันแก่สังคมที่ดีที่สุดในการที่จะได้ครูที่ดีมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพอื่นๆ เพื่อให้เข้าสู่มาตรฐาน 8 ประการ คือ เพื่อเป็นหลักประกันการมีครูดี มีประสิทธิภาพให้แก่นักเรียนและสังคม เพื่อยกระดับฐานะอาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงอย่างแท้จริง เพื่อรักษามาตรฐานวิชาชีพครูให้เป็นที่ยอมรับจากสังคม เพื่อให้ครูต้องพัฒนาความรู้ความสามารถตลอดกาล เพื่อลดจํานวนครูผู้หย่อนสมรรถภาพลง เพื่อสร้างขวัญและกําลังใจให้ครูที่ดีจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสู่อาชีพครู เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อคุ้มครองป้องกันวิชาชีพครูคุรุสภาได้เสนอความคิด การตื่นตัวในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไว้ว่าเป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่สถาบันวิชาชีพจะใช้สําหรับการควบคุมการปฏิบัติวิชาชีพ ใช้สําหรับเป็นเครื่องมือในการที่จะสร้างสรรค์จรรโลงมาตรฐานวิชาชีพ แต่ไม่ใช่วิธีเดียว หลายวิชาชีพเขาอาจจะไม่ออกใบอนุญาต แต่เขาก็ทําได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะให้ดีการที่มีใบอนุญาตประกอบอาชีพในลักษณะที่เป็น License แต่ในภาษาทางวงการวิชาชีพจะเรียกว่า Certification ซึ่งจะให้กับคนที่จะเข้าสู่อาชีพ ส่วน Accreditation เขาจะให้กับสถาบันที่มีหน้าที่ผลิตคนให้มีคุณสมบัติเหมาะสมมีการศึกษาอบรมได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ มีความรู้ความสามารถทักษะ เจตคติที่เหมาะสม ก็ให้ใบอนุญาตไปเป็นการวางมาตรการการประกอบวิชาชีพเสียตั้งแต่ประตูเข้าแต่ในอดีตเราเปิดประตูให้เข้ามาเลย คนที่ไม่ต้องเรียนมาตามมาตรฐานวิชาชีพก็เป็นครูได้ และเราก็หวังว่าเข้ามาแล้ว เราคงจะมีปัญญาพัฒนาให้เข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพ ในที่สุดก็ไม่ได้มีการพัฒนา ก็ไม่ได้ มีมาตรฐานอะไรเข้ามาแล้วก็อยู่ไป เพราะฉะนั้นการที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ โดยตรวจสอบเป็นบัตรผ่านประตูเพื่อให้คนที่จะเข้ามาบริการในวิชาชีพ ”ครู” เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามมาตรฐานวิชาชีพตั้งแต่แรก ก็คือ การประกันบริการที่มีคุณภาพแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นคนก็จะถามตลอดเวลาว่า 1.ครูจะได้อะไรถ้าหากว่ามีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 2.ประชาชนจะได้อะไรถ้าออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เรื่องประชาชนจะได้อะไรทําให้เยาวชนผู้ได้รับโอกาสทางการศึกษา ได้รับบริการจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมีคุณภาพตามมาตรฐาน วิชาชีพได้หลักประกันที่แน่นอน ในขณะเดียวกันบรรดาครูทั้งหลายครูใหม่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะถ้าออกมาตรฐานวิชาชีพครูได้นั้น เชื่อเหลือเกินว่าสถาบันฝ่ายผลิตจะต้องปรับตัวตามมาตรฐานที่ทางสถาบันวิชาชีพกำหนดมฉิะนั้น คนจบใหม่ไม่ได้รับใบอนญุาต ส่วนวิธีการให้ใบอนุญาตเป็นรายละเอียดต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งจะนํ าไปสู่จุดเริ่มต้นสํ าคัญของการปฏิรูปหลายฝ่ายมีความต้องการและสนับสนุนมานานแสนนานแล้วเห็นได้จากงานวิจัยต่างๆ ที่มุ่งหาความจริงของความต้องการดังที่ นุกูล ตันริยงค์ (2525) ทํ าวิจัยเรื่อง ความคิดเห็นของครูประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครต่อการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู ผลการวิจัยพบว่า ครูส่วนใหญ่เห็นว่า สถาบันวิชาชีพครูจะต้องส่งเสริมและควบคุมมาตรฐานวิชาชีพครูและเห็นว่า ควรดําเนินการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเช่นเดียวกันกับหน่วยควบคุมและส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพอื่นๆ และ บุญเหลือ พูลทอง(2525) ทําวิจัยเรื่อง บทบาทของคุรุสภาเกี่ยวกับการส่งเสริมด้านวิชาการ เพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามการรับรู้ของครูผลการวิจัย พบว่า ครูส่วนใหญ่เห็นว่า ปัจจุบันวิชาชีพครูไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมเท่าที่ควร จึงควรยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูให้สูงขึ้น และมีการออกใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู และ คุรุสภาควรปรับปรุงบทบาทให้ สมกับเป็นสถาบันวิชาชีพครูด้วยการส่งเสริมด้านวิชาการแก่ครูโดย แท้จริง สําหรับการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครู ด้วยการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้มีผู้สนใจทําการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ พบว่าครูในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้มีการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และเห็นควรให้มีการจัดตั้งสถาบันวิชาชีพครูขึ้น (นพคุณ เคนพรม ;2524, จักรพันธ์ กวดกิจการ ; 2526) และจากรายงานการสํ ารวจภาวะทางการศึกษาของประเทศ พ.ศ.2525 สํานักนายกรัฐมนตรี ในเรื่องข้อเสนอแนะของการฝึกหัดครู เสนอให้ผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครูเท่านั้นที่จะเป็นครูได้ แม้แต่คณะกรรมการคุรุสภาจังหวัดส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยอย่างมากในเรื่องการออกใบประกอบวิชาชีพครู (วิจิตร ชํานาญดี, 2536)ใบประกอบวิชาชีพครูจึงเป็นเส้นทางสายหนึ่งอันจะนำไปสู่รสชาติใหม่ที่สดใสกว่าเดิมเป็นการพัฒนาให้เกิดคุณภาพ โดยการจูงใจให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้าสู่วิชาชีพครู และป้องกันผู้ที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาวิชาชีพครูเข้าสู่วิชาชีพครู อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้ครูเร่งพัฒนาตนเองทั้งในด้านความรู้และคุณภาพกระบวนการ การเรียนการสอนเพื่อปรับระดับและเงินเพิ่มพิเศษได้จากความเป็นครู ส่งเสริมขวัญและกําลังใจครู ยกย่อง เผยแพร่คุณความดีครู ซึ่งสิ่งที่เราจะพบต่อไปก็คือ วิชาชีพครูไม่ใช่วิชาที่สามารถเป็นไปได้ง่ายๆ อีกต่อไป ต้องถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติและความสามารถ บูรณาการความคิดอันแยบยลในทุกระดับการศึกษา ครูไทยจะเหมือนคอมพิวเตอร์ที่“ตกรุ่น” อย่างรวดเร็ว และถ้าพบว่าเครื่องนั้นไม่ผ่านการปรับระดับ ซึ่งก็คือขาดการพัฒนาขีดความรู้ความสามารถและการยกระดับจิตใจ ซึ่งอาจจะถูก นําไปเก็บไว้ในกรุพิพิธภัณฑ์หรือนําไปทําลายเลิกใช้ประโยชน์นั้นอีก ต่อไป ใบประกอบวิชาชีพครูจึงถือว่าเป็นเกณฑ์มาตรฐานการยกระดับวิชาชีพ โดยสามารถกลั่นกรองผู้ประกอบวิชาชีพครูให้เป็นปูชนียบุคคลได้โดยแท้จริงและเพื่อให้วิชาชีพครูเป็นกุญแจแห่งความสําเร็จที่ไขประตูไปสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต

ครูแห่งชาติ ปี 2544

โดย นางสาวสมรัชนีกร อ่องเอิบ และคณะ
2546 ( 191 หน้า)

เอกสารเรื่อง ครูแห่งชาติ 2544 กล่าวถึงโครงการครูแห่งชาติ เป็นโครงการที่มุ่งยกย่องให้รางวัลครูที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น มีลักษณะที่พึงประสงค์ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กไหนด มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมทั้งมีแนวคิดเชิงนวัตกรรมในการพัฒนาการเรียนรู้และวิชาชีพครู โดยยกย่องและประกาศเกียรติคุณให้เป็นครูแห่งชาติ เพื่อเป็นผู้นำปฏิรูปการเรียนรู้ มีรางวัลคือเงินสนับสนุนให้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ขยายผลไปสู่ครูเครือข่าย รวมทั้งเผยแพร่ผลงานต่อครู บุคลากรทางการศึกษาและสาธารณชน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปการเรียนรู้ การปฏิรูปวิชาชีพครูและเป็นการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครูให้สูงขึ้น อันจะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาในที่สุด วัตถุประสงค์ 1.เพื่อยกย่องและให้รางวัลครูผู้มีผลงานดีเด่นในด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ขอองผู้เรียนตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 2.เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูที่ความตั้งใจ ทุ่มเท อุทิศตน และมีความอุตสาหะในการร่วมปฏิรูปการเรียนรู้ 3.เพื่อสร้างผู้นำการปฏิรูปการเรียนรู้ให้แก่วงการวิชาชีพครู และขยายเครือข่ายต่อเนื่องกันออกไปในวงกว้าง 4.เพื่อสร้างผลงานวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน พร้อมทั้งพัฒนาขยายเครือข่ายของครูแห่งชาติให้สามารถปฏิบัติได้จริง

ครูต้นแบบ ปี 2544

โดย นางสาวสมรัชนีกร อ่องเอิบ นางฟ้ามุ่ย เรืองเลิศบุญ
2546 ( 96 หน้า)

เอกสารเรื่อง ครูต้นแบบ ปี 2544 กล่าวถึง ครูต้นแบบ / ครูที่มีผลงานดีเด่นด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามแนวการจัดการศึกษาในหมวด 4 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยมีรูปแบบและขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนที่ชัดเจน สามารถเป็นแบบอย่างเพื่อขยายผลให้แก่เพื่อนครูได้และเป็นผู้มีความประพฤติดี มีจิตวิญญาณความเป็นครู และมีบุคลิกภาพที่ดีการดำเนินการโครงการครูต้นแบบ ปี 2544 ซึ่งเป็นโครงการนำร่องในปีที่ 4 ภายใต้การดำเนินงานของ กองทุนรางวัลเกียรติยศแห่งวิชาชีพครู (กรค.) สกศ. ได้ตั้งเป้าหมายในการคัดเลือกครูต้นแบบไว้ 300 คน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อให้สามารถครอบคลุมและทั่วถึงทั้งประเทศ จึงได้ประสานและขยายความร่วมมือกับคณะครุศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ ของสถาบันราชภัฏและมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นหน่วยงานเครือข่ายในการคัดเลือกครูต้นแบบและติดตามการดำเนินงานของครูต้นแบบ เพิ่มจากปีที่แล้วเป็น 31 แห่ง ได้แก่ 1) สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ 2) สถาบันราชภัฏเชียงราย 3) สถาบันราชภัฏลำปาง 4) สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม 5) สถาบันราชภัฏกำแพงเพชร 6) สถาบันราชภัฏนครสวรรค์ 7) สถาบันราชภัฏอุดรธานี 8) สถาบันราชภัฏสกลนคร 9) สถาบันราชภัฏเลย 10) สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี 11) สถาบันราชภัฏมหาสารคาม 12) สถาบันราชภัฏนครราชสีมา 13) สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ 14) สถาบันราชภัฏสุรินทร์ 15) มหาวิทยาลัยขอนแก่น 16) สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 17) สถาบันราชภัฏนครปฐม 18) สถาบันราชภัฏกาญจนบุรี 19) สถาบันราชภัฏเพชรบุรี 20) สถาบันราชภัฏเพชรบุรี วิทยาลงกรณ์ 21) สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 22) สถาบันราชภัฏเทพสตรี 23) สถาบันราชภัฏราชนครินทร์ 24) สถาบันราชภัฏรำไพพรรณี 25) มหาวิทยาลัยบูรพา 26) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 27) สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช 28) สถาบันราชภัฏสุราษฏร์ธานี 29) สถาบันราชภัฏภูเก็ต 30) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ 31) สถาบันราชภัฏสงขลา

ครูต้นแบบ 2543

โดย ดร.กาญจนา เอกะวิภาต นักวิชาการศึกษา สกศ.
2546 ( 228 หน้า)

คู่มือโครงการครูต้นแบบ ปี 2543 กล่าวถึงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด4ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา ได้กํ าหนดไว้ว่า “การจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่า ผู้เรียนมีความสําคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ “หมวด 7 มาตรา 55 วรรคสอง ได้ระบุไว้ว่า “ให้มีกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนงานริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานดีเด่น และเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา …” ในการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ดังกล่าวข้างต้นจะสําเร็จ ได้ต้องมีผู้นำการปฏิรูป ที่พัฒนาการเรียนการสอนตามแนวการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ซึ่งการปฏิรูปการเรียนรู้ถือได้ว่าเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้น สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ โดยกองทุนรางวัลเกียรติยศแห่งวิชาชีพครู จึงได้ดําเนินโครงการครูต้นแบบที่มุ่งสรรหาครูดี ครูเก่ง ที่มีผลงานดีเด่น มีความสามารถค้นพบรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนชัดเจนเป็นแบบอย่างได้และสามารถขยายผลให้เพื่อนครูได้ มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และมีศรัทธาต่อวิชาชีพครู เพื่อยกย่อง

วิชาชีพครูในยุควิกฤต

โดย คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
2546 ( 34 หน้า)

บทที่1 กรอบและเงื่อนไขในยุควิกฤตที่จะกระทบวิชาชีพครู กล่าวว่าได้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพที่มีศักดิ์ศรีและมีเกียรติในอดีต สังคมไทยให้ความยกย่องนับถือครูมาก ในปัจจุบันแม้การยกย่องนับถือจะลดน้อยลงบ้าง แต่ก็ยังเป็นที่ยอมรับอย่าง กว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท เพราะครูเป็นผู้เอื้อความรู้ทั้งทางวิชาการและคุณลักษณะทางสังคมให้เกิดขึ้นกับทุกคน ดังนั้น ในการจัดทําแผนพัฒนาการศึกษา และการดําเนินการทางการศึกษาทุกด้านจะต้องเกี่ยวพันกับครูและบุคลากรทางการศึกษา

โครงการเร่งรัดพัฒนาครูผู้นำรุ่นใหม่

โดย ดร. สุรศักดิ์ หลาบมาลา
2546 ( 32 หน้า)

โครงการเร่งรัดพัฒนาครูผู้นํารุ่นใหม่ กล่าวถึงนักเรียนในประเทศอังกฤษทุกคนต้องการครูผู้ซึ่งเน้นในความเป็นเลิศ มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลง มีเจตนารมณ์แน่วแน่ และมีความพร้อมที่จะก่อให้เกิดผลดี ถ้าประเทศอังกฤษต้องการครูผู้ซึ่งสนับสนุนวัฒนธรรมเช่นนี้และสามารถเป็นผู้นําการสอนในอนาคตได้ประเทศอังกฤษต้องส่งเสริมให้ครูได้รับตําแหน่งงานที่ดีและภาคการศึกษาต้องแข่งกับอาชีพอื่นเพื่อให้ได้ครูประเภทนี้มาอยู่ในโรงเรียน เพราะฉะนั้นกระทรวงการศึกษาและการมีงานทําจึงได้จัดทําโครงการสรรหากระตุ้น และสนับสนุนบุคคลที่มีสติปัญญาสูง และครูที่กําลังทํางานอยู่ในปัจจุบันให้มีโอกาสและสามารถก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วในวิชาชีพการสอนโครงการ นี้มีชื่อว่าโครงการเร่งรัดพัฒนาครูผู้นําเป้าหมายของโครงการอยู่ที่การชักจูงและคัดเลือกบุคคลที่ดีที่สุดให้เข้าสู่โครงการ บุคคลเหล่านี้ต้องมีจิตใจแน่วแน่ในการสอน มีวิชาการแข็ง มีความสามารถในการสื่อสาร และมีความกระตือรือร้นในการที่จะสร้างผลงาน บุคคลผู้นี้อาจจะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีคนที่อยู่ในอาชีพอื่น นักศึกษาที่กําลังเรียนอยู่ในสถาบันการฝึกหัดครูหรือแม้แต่ครูประจําการก็ได้แต่ว่าบุคคลเหล่านี้ต้องมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นําในทางการศึกษาในวงกว้าง ครูประมาณ 5% เท่านั้นที่จะสามารถเข้ามาอยู่ในโครงการนี้ได้ การสรรหาต้องเน้นในด้านคุณภาพ แต่ไม่เน้นในด้านปริมาณ รัฐจะต้องใช้งบประมาณอย่างมากเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการคัดเลือกนั้นเข้มข้น ครอบคลุม และสามารถดึงดูดผู้สมัครจากชุมชนในวงกว้าง กระบวนการคัดเลือกต้องเน้นที่ความรู้ คุณลักษณะเด่น ๆ ของครู และความต้องการบริการของครูในอนาคต โครงการนําร่องต้องปรับให้เหมาะกับระบบการฝึกหัดครูเพื่อที่จะให้ได้คนดีมีความสามารถมาเป็นครูในโครงการเร่งรัดพัฒนาครูผู้นํา โครงการนําร่องสามารถใช้ประโยชน์จากการพัฒนาของสถาบันฝึกหัดครูและจากการสอนที่เป็นโมดูล ผู้ที่เข้าสู่โปรแกรมนี้จะได้รับทุนสนับสนุน 328,850 บาท1 ต่อปีต่อคนเมื่อทําการสอน ครูในโครงการต้องทําหน้าที่สอนในตําแหน่งต่างๆ ซึ่งจัดให้เพื่อเป็นการขยายประสบการณ์และมีวัตถุประสงค์ที่ท้าทาย ซึ่งจะมาคู่กับการพัฒนาและการสนับสนุนของรัฐต่อไป ผลงานของครูเหล่านี้ควรจะอยู่ในระดับได้เงินเดือน 2 ขั้นเหนือกว่าu3588 ครูทั่วไปในขั้นเริ่มรับตําแหน่งงาน ผู้เข้าร่วมโครงการซึ่งไม่สามารถปฏิบัติการได้อย่างดีเลิศคงต้องออกจากโครงการ ครูที่ทํางานอยู่แล้วอาจจะเข้าร่วมโครงการในเวลาประเมินประจําปีได้และโครงการมีทางเลือกให้หลายทางกระบวนการฝึกอบรมของโครงการเร่งรัดพัฒนาครูผู้นําจะขยายถึงการประเมินขั้นสุดท้ายและการประเมินหลังรับตําแหน่งแล้ว และมีการประเมินต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่ามีภาวะเป็นผู้นําหรือเป็นครูอาวุโสได้ ในท้ายที่สุดครูในโครงการบางคนอาจจะไปทํางานนอกวงการ สอนหรือวงการศึกษา การที่ออกไปทํ างานเช่นนี้อาจจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษากับสังคมในวงกว้างได้

การฝึกอบรมครูประจำการในสหภาพยุโรป บางประเทศ

โดย ดร.สุรศักดิ์ หลาบมาลา
2546 ( 47 หน้า)

การฝึกอบรมครูประจําการในสหภาพยุโรป บางประเทศ กล่าวว่าการฝึกอบรมครูประจําการของประเทศในสหภาพยุโรปมีลักษณะคล้ายกันคือได้รับทุนและได้รับการส่งเสริมจากกระทรวงศึกษาธิการ กระจาย อํานาจการฝึกอบรมไปที่โรงเรียน และให้หน่วยงานเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการฝึกอบรมครูประจําการเป็นอย่างมาก การดําเนินงานค่อนข้างจะเป็นระบบเนื้อหาสาระการฝึกอบรมนอกจากด้านวิชาครู วิชาการ วิธีสอนเทคโนโลยีทางการศึกษา การอบรมเฉพาะตําแหน่งงาน แล้วยังมีหัวข้อใหม่ๆ เข้ามาอีก เช่น การสอนเด็กคนเข้าเมือง การสอนเด็กยากจน ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ การฝึกอบรมเพื่อทํางานเฉพาะหน้า การอบรมสะสมหน่วยกิตเพื่อรับปริญญาและการ ศึกษาในมิติของสหภาพยุโรป เป็นต้น สหภาพยุโรปมีโครงการความร่วมมือการอบรมครูระหว่างประเทศหลายโครงการ เช่น โครงการอบรมครู PLATO โครงการอบรมครูสอนภาษา LINGUA โครงการอบรมครูอาชีวศึกษา PETRA โครงการแลกเปลี่ยนครู TEX และโครงการทัศนศึกษา ARION เป็นต้น ทุนที่ให้มีทั้งของประเทศและของมูลนิธิต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนครูเพือ่ศึกษาสาระใหม่ๆ เช่น การศึกษาสหวัฒนธรรม เป็นต้น การฝึกอบรมครูของประเทศในสหภาพยุโรปมีลักษณะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของความก้าวหน้าทางสังคมและวิทยาการ จึงเป็นที่น่าสนใจมาก สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ จึงได้ให้สํานักงานปฏิรูปวิชาชีพครู แปลและเรียบเรียงพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มเพื่อเผยแพร่ต่อไป