นโยบายและแผนการศึกษา >>> สร้างและกระจายโอกาสทางการศึกษา

แผนปฏิบัติการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (แรกเกิดถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1) ตามนโยบายรัฐบาลด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2555-2559

โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
2556 ( 101 หน้า)

แผนปฏิบัติการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (แรกเกิดถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1) ตามนโยบายรัฐบาลด้านเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2555-2559 ฉบับนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ประสานกระทรวงและหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (แรกเกิดถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1) ตามนโยบายรัฐบาล พ.ศ. 2555-2559 ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัยฯ ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 สำนักงานฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้รับผิดชอบและผู้เกี่ยวข้องในวงกว้าง เพื่อนำสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาขององค์กรทางสังคมต่าง ๆ ในรูปแบบศูนย์การเรียน

โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
2550 ( 8 หน้า)

นโยบายและแผนการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) พ.ศ.2545-2549

โดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (สศป.)
2546 ( 229 หน้า)

นโยบายและแผนการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) พ.ศ. 2545-2549 จัดทำขึ้นสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 เรื่อง นโยบายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ได้ระบุว่ารัฐยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) เพราะการพัฒนาเด็กวัยนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาทางสมองของบุคคล ดังนั้นในการจัดทำแผนปฏิบัติการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีต้องให้ครอบคลุมการพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ จึงได้จัดทำร่างนโยบายและแผนการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ขึ้น โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจัดประชุมปรึกษาหารือ/สัมมนา รวมทั้งการทำประชาพิจารณา และได้นำร่างนโยบายและแผนการศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ป.) นี้เสนอต่อคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติให้ความเห็นชอบในหลักการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายและ แผนการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) นี้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กไทยตั้งแต่ในช่วงแรกเริ่มของชีวิต วัตถุประสงค์ของนโยบายและแผน 1) เพื่อให้มีแนวคิดและแนวทางร่วมกันทั้งชาติ ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย 2) เพื่อให้สามารถนำไปทอนเป็นแผนปฏิบัติการและกำหนดผู้รับผิด- ชอบในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม 3) เพื่อเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล ข้อสนเทศ ติดตามงาน และประเมินผลได้ 4) ให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา

ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กอายุ 3-5 ปี : การอุดหนุนค่าใช้จ่าย

โดย นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ หัวหน้ากลุ่มมาตรฐาน นางอรุณศรี ละอองแก้ว นักวิชาการศึกษา นางสาวสมพร พรมดี นักวิชาการศึกษา
2547 ( 57 หน้า)

ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กอายุ 35 ปี : การอุดหนุนค่าใช้จ่าย กล่าวถึงจากปัญหาสถานการณ์เด็กก่อนประถมศึกษา และสภาพปัญหาของการดำเนินงานการพัฒนาเด็กก่อนประถมศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กจัดทำเอกสาร ยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กอายุ 3-5 ปี : การอุดหนุนค่าใช้จ่ายขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนการพัฒนาเด็กวัยนี้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส่งผลต่อการวางรากฐานที่ดี เพื่อการพัฒนาในช่วงวัยต่อไป

นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5ปี)ระยะยาว พ.ศ.2550-2559

โดย นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ นางวนิดา วรรณศิริ นางสาวสมพร พรมดี นางสาวกรกมล จึงสำราญ
2550 ( 10 หน้า)

เอกสารเรื่อง นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559 มีวัตถุประสงค์ คือ 1 เพื่อให้มีแนวคิดและแนวทางร่วมกันทั้งระดับชาติและทุกระดับในการส่งเสริมสนับสนุนเด็กปฐมวัยทุกคนให้มีพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพของตน 2 เพื่อให้กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ไปดำเนินการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์/แผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ 3 เพื่อเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล ข้อสนเทศ การวิจัย การติดตามและประเมินผล 4 เพื่อให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา

Long-Term Policy and Strategy for Early Childhood Care and Development (0-5 Age Group) 2007-2016

โดย นางทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ นางวนิดา วรรณศิริ นางสาวสมพร พรมดี นางสาวกรกมล จึงสำราญ
2551 ( 85 หน้า)

Long-Term Policy and Strategy for Early Childhood Care and Development (0-5 Age Group) 2007 - 2016 The Royal Thai Government fully recognizes the importance of children and youth, who are at an age when they are full of energy, creativity and potential, and represent the nation’s future. Thus there is a need to strengthen their immunity and opportunity for development and self-expression in accordance with their individual aptitude, so as to foster pride and selfconfidence,which are prerequisites for their subsequent development. To this end, the Council of Ministers gave its approval on May 22 2007 to the Long-Term Policy and Strategy for Early Childhood Care and Development (0-5 Age Group) 2007 - 2016, as an integral part of development of our children and youth, and a framework for action on early childhood development, encompassing the initial period of the lives of our children and youth. This is indeed an important milestone, as it is the first time in Thailand's history that a policy and strategy has been prepared for the special benefit of those in early childhood. Objectives of the Policy and Strategy 1) To have a common concept and guidelines at the national and other levels for strengthening and supporting all those in early childhood to develop to their highest potentiality; 2) To enable the various ministries and other agencies concerned to utilize the Policy and Strategy for preparation of concrete strategies/operational plans for effective early childhood development; 3) To provide an orientation for data and information collection, research, follow-up and evaluation; and 4) To include early childhood development in the education reform.

นโยบายด้านการศึกษา ศิลปะและวัฒนธรรมของอังกฤษ

โดย แปลโดย นางกลอยตา ณ ถลาง
2546 ( 12 หน้า)

เอกสารเรื่อง นโยบายด้านการศึกษา ศิลปะ และวัฒนธรรมของอังกฤษ กล่าวถึงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสหราชอาณาจักรได้ให้ความใส่ใจในเรื่องการศึกษามากเป็นพิเศษ ซึ่งจะเห็นได้จากในปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลได้จัดพิมพ์สมุดปกขาวเรื่อง ความเป็นเลิศในโรงเรียน ขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานในการอ่าน การเขียนและการคำนวณเป็นหลัก เมื่อเวลาผ่านไป รัฐบาลของสหราชอาณาจักรพบความจริงว่า ความเป็นเลิศในโรงเรียนที่มุ่งเน้นเฉพาะการอ่าน การเขียนและการคำนวณนั้น ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดของระบบการศึกษาที่ต้องเผชิญกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นายโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีจึงได้จุดประกายความคิดใหม่ให้แก่นักการศึกษาว่า "เป้าหมายของเราคือการสร้างชาติที่มีการใช้ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของทุกๆคน เพื่อสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 ซึ่งเราจะแข่งขันกันด้วยสมองมิใช่กำลัง การจุดประกายความคิดในมุมมองใหม่ ทำให้สองกระทรวงหลักทางด้านการศึกษา และวัฒนธรรม ได้แก่ กระทรวงการศึกษาและการจ้างงาน และ กระทรวงวัฒนธรรม สื่อสารและกีฬาได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาแห่งชาติด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมขึ้นมา เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐมนตรีในด้านการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรมของเยาวชนด้วยการเรียนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา นโยบายด้านการศึกษาศิลปะ และวัฒนธรรมของอังกฤษเล่มนี้ คือรายงานที่เป็นผลงานสำคัญของคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาแห่งชาติด้านการศึกษาเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม ที่รัฐบาลของสหราชอาณาจักรใช้เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์

นโยบายส่งเสริมภูมิปัญญาไทยในการจัดการศึกษา

โดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
2551 ( 42 หน้า)

เอกสารเรื่อง นโยบายส่งเสริมภูมิปัญญาไทยในการจัดการศึกษา กล่าวถึง จากการทบทวนบทเรียนของการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้ข้อสรุปว่า การพัฒนาประเทศไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมไทยเท่าที่ควร ทำให้เกิดปัญหาและภาวะวิกฤตนานาประการ การพัฒนาคนหรือการศึกษาโดยรวมก็เป็นไปตามแนวทางของตะวันตกเป็นสำคัญ ฉะนั้นเพื่อให้การพัฒนาคนต่อแต่นี้ไปได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมไทย การนำเอาภูมิปัญญาที่สั่งสมไว้ในบ้านเมืองมาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญส่วนหนึ่งในการพัฒนาคนหรือการปฏิรูปการศึกษา จึงมีความจำเป็นและสำคัญยิ่ง ที่จะต้องนำมิติทางวัฒนธรรมมาใช้ในการพัฒนา จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า การจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการขัดเกลาหลักของสังคมนั้น มิได้เอื้อให้ผู้เรียนส่วนใหญ่เรียนรู้เรื่องราวและภูมิปัญญาของสังคมไทยที่สั่งสมสืบทอดมาในอดีตเท่าที่ควรยิ่งไปกว่านั้นการนำภูมิปัญญามาใช้ในการจัดการศึกษาผู้รู้ก็มีจำนวนจำกัดและส่วนใหญ่ก็สูงอายุ มีแต่จะล่วงลับไป ความรู้ความชำนาญที่สั่งสมไว้ก็ดับสูญตามไปด้วย อย่างไรก็ดี การนำเรื่องภูมิปัญญาไทยมาผสมผสานเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อสังคมที่ดีขึ้น จะต้องคำนึงถึงธรรมชาติของภูมิปัญญาที่มีลักษณะเป็นพลวัต และจำเป็นต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวมีหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินการอยู่บ้างแล้ว แต่นับว่ายังไม่เพียงพอและยังมิได้ประสานเชื่อมโยงกับกระบวนการเรียนรู้ภูมิปัญญาที่เป็นไปตามธรรมชาติของสังคมทั้งในชนบทและในเมือง การจัดทำนโยบายและแผนงานส่งเสริมภูมิปัญญาในการจัดการศึกษา จึงมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ภูมิปัญญาถูกนำเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเหมาะสม และมีเอกภาพเชิงนโยบายในการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนที่เกิดจากความรอบรู้จัดเจนของคนไทยหลายชั่วคนให้กับสังคมไทยในอนาคต